โครงการ ICD ลาดกระบัง กำลังจะเข้าสู่การปรับปรุงครั้งใหญ่ที่รอคอยมานานกว่าทศวรรษ ภายใต้การนำของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 40,000 ล้านบาท ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP Net Cost) โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก ขยายขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้า และแก้ไขปัญหาความแออัดและความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
ขอบเขตโครงการ ICD ลาดกระบังและการลงทุน
คณะกรรมการ รฟท. ได้อนุมัติผลการศึกษาความเป็นไปได้ฉบับปรับปรุงสำหรับโครงการยกระดับ ICD ลาดกระบัง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
- รูปแบบการลงทุน: PPP Net Cost ที่ภาคเอกชนจัดเก็บรายได้และแบ่งส่วนแบ่งกำไรให้ รฟท.
- ระยะเวลาสัมปทาน: ขยายจาก 18 ปี เป็น 20 ปี เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าทางการเงินและผลตอบแทนการลงทุน
- พื้นที่โครงการ: 647 ไร่ ครอบคลุมสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องทั้ง 6 สถานีย่อย
- ผู้ชนะการคัดเลือก: กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ซึ่งประกอบด้วย Eastern Sea Laem Chabang Terminal, Evergreen Container Terminal (Thailand), Ocean Network Express (Thailand) และ Thai International Logistics
- ที่ปรึกษาโครงการ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สถานะและไทม์ไลน์โครงการ ICD ลาดกระบัง
หลังจากมติคณะรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 2567 รฟท. ได้ปรับปรุงการศึกษาโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและความต้องการด้านโลจิสติกส์ในปัจจุบัน ขั้นตอนที่เหลือประกอบด้วย:
- นำเสนอผลการศึกษาต่อกระทรวงคมนาคม (คาดว่าภายในเดือนมิถุนายน 2568)
- เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ
- ลงนามสัญญาร่วมลงทุน (เป้าหมายภายในครึ่งหลังของปี 2568)
- เริ่มดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ รฟท. ได้ระบุว่าคาดหวังให้การอนุมัติจาก ครม. และการลงนามสัญญาสามารถเกิดขึ้นได้ภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 หลังจากนั้นการดำเนินงานปรับปรุงและปรับโฉม ICD ลาดกระบังจะสามารถเริ่มต้นได้ทันที
การปรับปรุงการดำเนินงานเส้นทางแหลมฉบัง-ลาดกระบัง
ควบคู่กับโครงการ PPP หลัก รฟท. กำลังผลักดันการปรับปรุงการดำเนินงานบนเส้นทางแหลมฉบัง-ลาดกระบัง โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนเที่ยวรถไฟขนส่งสินค้าจาก 24 เที่ยวต่อวัน เป็น 30 เที่ยวต่อวัน เพื่อรองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้น
สถิติปี 2567: มีรถไฟขนส่งสินค้าให้บริการ 8,622 ขบวน ขนส่งตู้สินค้ารวม 465,329 TEUs บนเส้นทางนี้
ปัจจุบัน ICD ลาดกระบัง มีขีดความสามารถรองรับได้ถึง 600,000 TEUs ต่อปี และได้รับการปรับปรุงให้สามารถรองรับได้ถึง 1 ล้าน TEUs ต่อปี โดยสัดส่วนการขนส่งทางรางอยู่ที่ประมาณ 20-30% ของการขนส่งทั้งหมดระหว่าง ICD ลาดกระบังและท่าเรือแหลมฉบัง
วัตถุประสงค์หลักของโครงการ ICD ลาดกระบัง
- การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode): เพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางจาก 20% เป็นไม่น้อยกว่า 50% ของปริมาณตู้สินค้านำเข้า-ส่งออก
- ลดต้นทุนโลจิสติกส์: การขนส่งทางรางมีต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางถนนอย่างมีนัยสำคัญ
- ลดปัญหาการจราจร: ลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนระหว่าง ICD ลาดกระบังและท่าเรือแหลมฉบัง
- ลดมลภาวะ: ลดการปล่อยควันพิษจากรถบรรทุกบนท้องถนน
- เพิ่มประสิทธิภาพ: แก้ไขปัญหาความล่าช้าในการขนถ่ายและหมุนเวียนตู้สินค้า
ผลกระทบโครงการ ICD ลาดกระบังต่ออุตสาหกรรมตู้คอนเทนเนอร์
การยกระดับ ICD ลาดกระบังจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และตู้คอนเทนเนอร์:
ความต้องการอุปกรณ์ตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้น
การขยายขีดความสามารถและเพิ่มจำนวนเที่ยวรถไฟจะนำไปสู่ความต้องการอุปกรณ์และอะไหล่ตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่:
- Twistlock และ Corner Fitting สำหรับการยึดตู้คอนเทนเนอร์บนรถไฟและรถพ่วง
- Bridge Fitting และ Sliding Twistlock สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างตู้
- อุปกรณ์รัดตู้และโหลด เช่น Ratchet Strap, Chain G70, Loadbinder
- อุปกรณ์ยก เช่น Websling และ Softsling
โอกาสสำหรับผู้ประกอบการ ISO Tank
สำหรับผู้ประกอบการ ISO Tank ที่ขนส่งสินค้าเหลวและสารเคมี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้จะเปิดโอกาสในการใช้การขนส่งทางรางที่มีต้นทุนต่ำกว่าและปลอดภัยกว่า อุปกรณ์ที่จำเป็น ได้แก่:
- วาล์วและอุปกรณ์ความปลอดภัย (Safety Relief Valve, Top/Bottom Discharge)
- ฝา Manlid และอุปกรณ์ Airline
- อุปกรณ์ซ่อมบำรุงและอะไหล่ทดแทน
การซ่อมบำรุงและบริการ
ด้วยปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ความต้องการด้านการซ่อมบำรุงและบริการจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผู้ประกอบการที่มีสต็อกอุปกรณ์และอะไหล่พร้อมในประเทศจะได้เปรียบในการลดเวลาหยุดซ่อม (Downtime) และรองรับความต้องการได้อย่างทันท่วงที
ผลกระทบต่อตลาดโลจิสติกส์ไทย
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเมื่อโครงการ ICD ลาดกระบังดำเนินการเต็มรูปแบบจะส่งผลดังนี้:
- ปริมาณการขนส่งทางรางอาจเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้าน TEUs ต่อปี
- สัดส่วนการขนส่งทางรางไปยังท่าเรือแหลมฉบังมีเป้าหมายเพิ่มจาก 5.4% เป็น 30%
- ต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้นำเข้า-ส่งออกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในภูมิภาค
Gavan พร้อมสนับสนุนอย่างไร
Gavan ในฐานะผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ตู้คอนเทนเนอร์และโลจิสติกส์ชั้นนำในประเทศไทย พร้อมรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นจากโครงการนี้:
- สต็อกภายในประเทศ: อุปกรณ์ตู้คอนเทนเนอร์และอะไหล่พร้อมส่งทันที ลดเวลารอนำเข้า
- แบรนด์ชั้นนำ: ตัวแทนจำหน่าย Perolo (อุปกรณ์ ISO Tank) และ Fort Vale (วาล์วและอุปกรณ์ถ่ายเท) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
- ทำเลที่ตั้งเชิงกลยุทธ์: สำนักงานใหญ่ที่บางพลี (ใกล้ ICD ลาดกระบัง) และสาขาที่แหลมฉบัง/ศรีราชา
- บริการครบวงจร: รองรับงานซ่อมบำรุง (MRO) สำหรับตู้คอนเทนเนอร์และอุปกรณ์ ISO Tank
- มาตรฐานสากล: สินค้าได้รับการรับรองมาตรฐานสากล พร้อมเอกสารครบถ้วน
สรุป
โครงการยกระดับ ICD ลาดกระบังมูลค่า 40,000 ล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย แม้จะล่าช้ามากว่าทศวรรษ แต่ด้วยความคืบหน้าในปี 2568 โครงการนี้กำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และตู้คอนเทนเนอร์ นี่คือโอกาสในการเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้น การมีพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้ในการจัดหาอุปกรณ์และอะไหล่ที่มีคุณภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันในตลาดที่กำลังเติบโต
ติดต่อ Gavan
สำนักงานใหญ่: บางพลี สมุทรปราการ (ใกล้ถนนบางนา-ตราด)
สาขา: แหลมฉบัง/ศรีราชา ชลบุรี
สินค้าหลัก: Twistlock, Corner Fitting, Bridge Fitting, Ratchet Strap, Chain G70, Loadbinder, อุปกรณ์ ISO Tank (วาล์ว Perolo, Fort Vale)
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวมจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ณ เดือนธันวาคม 2568 ไทม์ไลน์และรายละเอียดโครงการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง