Key Takeaway
- ตู้คอนเทนเนอร์แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเฉพาะทาง ตู้แต่ละแบบรองรับลักษณะสินค้า วิธีการบรรจุ (Loading) และสภาพแวดล้อมระหว่างเดินทางที่แตกต่างกัน
- สินค้าทั่วไปใช้ Dry Container สินค้าเฉพาะทางใช้ตู้เฉพาะกลุ่ม สินค้าสดคุมอุณหภูมิ ของเหลว เครื่องจักรหนัก หรือสินค้า Oversized ต้องเลือกใช้ตู้ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
- ตรวจเช็กสภาพและอุปกรณ์รัดยึดก่อนใช้งาน นอกจากการเลือกประเภทตู้แล้ว สภาพโครงสร้าง Corner Casting และการเลือกใช้อุปกรณ์รัดยึดสินค้า (Cargo Securing) คือหัวใจหลักที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหาย
มองเผินๆ ตู้คอนเทนเนอร์อาจดูเป็นแค่กล่องเหล็กสี่เหลี่ยมหน้าตาคล้ายกันไปหมด แต่จริงๆ แล้วฟังก์ชันด้านในและวิธีใช้งานนั้นต่างกันคนละเรื่อง สินค้าอย่างของใช้ทั่วไป อาหารสด สารเคมีเหลว เครื่องจักรชิ้นใหญ่ หรือสินค้าเกษตร จะมาใช้เกณฑ์เลือกตู้แบบเดียวกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะการเลือกตู้ให้พอดีกับลักษณะของสินค้า จะช่วยให้จัดเรียงง่าย รัดยึดได้แน่นหนา ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดี และยกขนถ่ายได้อย่างปลอดภัย
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก 7 ประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ที่เจอบ่อยๆ ในงานโลจิสติกส์ มาพร้อมตารางเปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย เทคนิคการเลือกตู้ให้เหมาะกับงาน และวิธีเช็กสภาพตู้เบื้องต้นก่อนเริ่มบรรจุสินค้า
ตารางเปรียบเทียบ 7 ประเภทตู้คอนเทนเนอร์
|
ประเภทตู้คอนเทนเนอร์ |
ลักษณะเด่นของตู้ | ประเภทสินค้าที่เหมาะสม |
|
Dry Container (DV / GP) |
ตู้แบบปิดทึบมาตรฐาน ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ | สินค้าทั่วไป สินค้าบรรจุกล่องหรือพาเลท อะไหล่ เฟอร์นิเจอร์ |
|
Reefer Container (RF) |
มีระบบทำความเย็นและควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ | อาหารสด อาหารแช่แข็ง ผลไม้ ดอกไม้ ยา สารเคมีบางชนิด |
| Open Top Container (OT) |
เปิดส่วนบนได้และคลุมด้วยผ้าใบแทนหลังคาทึบ |
สินค้าทรงสูงที่ต้องโหลดด้วยเครนจากด้านบน เช่น เครื่องจักร |
|
Flat Rack Container (FR) |
มีเพียงพื้นและผนังหัว – ท้าย ไม่มีผนังด้านข้างและหลังคา | สินค้าที่กว้างหรือมีรูปทรงเทอะทะ โครงสร้างเหล็ก ยานพาหนะ |
|
ISO Tank Container |
ถังทรงกระบอกที่ติดตั้งอยู่ภายในโครงเหล็กมาตรฐาน | ของเหลว ก๊าซ สารเคมี น้ำมัน วัตถุดิบอาหารแบบเหลว |
| Platform / Special Container | พื้นเรียบเปิดโล่งทุกด้าน หรือตู้ที่ดัดแปลงสำหรับงานเฉพาะ | สินค้าหนักและใหญ่พิเศษ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่มีรูปทรงซับซ้อน |
| Ventilated Container | มีช่องระบายอากาศด้านข้างเพื่อลดความชื้นสะสม |
สินค้าทางการเกษตร เมล็ดกาแฟ โกโก้ เมล็ดพืช |

ประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ แบ่งตามลักษณะการใช้งาน
การเลือกตู้คอนเทนเนอร์ให้เหมาะกับสินค้า ช่วยรักษาคุณภาพและป้องกันความเสียหายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป อาหารสด เครื่องจักร หรือเคมีภัณฑ์ มีข้อจำกัดที่ต่างกัน แล้วตู้คอนเทนเนอร์มีกี่ประเภท? แบ่งประเภทตู้ตามลักษณะการใช้งานหลักๆ ออกเป็น 7 ประเภทตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้ธุรกิจตัดสินใจเลือกใช้ถูกต้อง
1. Dry Container (DV) หรือ General Purpose (GP)
- เหมาะกับสินค้าที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือระบายอากาศเป็นพิเศษ เช่น สินค้าบรรจุกล่อง พาเลท อะไหล่ เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าสำเร็จรูปทั่วไป
- เป็นตู้ที่ได้รับความนิยมในงานขนส่ง เนื่องจากรองรับประเภทสินค้าได้หลากหลาย
- สำหรับสินค้าที่ไวต่อความชื้น ควรมีบรรจุภัณฑ์หรืออุปกรณ์ช่วยควบคุมความชื้นเพิ่มเติม รวมถึงต้องจัดเรียงและรัดยึดสินค้าให้แน่นหนาเพื่อลดการเคลื่อนตัวระหว่างทาง
2. Reefer Container (RF)
- เหมาะกับสินค้าที่ต้องรักษาอุณหภูมิต่อเนื่องตลอดการเดินทาง เช่น อาหารสด อาหารแช่แข็ง ผลไม้ ดอกไม้ ยา และวัตถุดิบบางประเภท
- ตู้ประเภทนี้มีระบบช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมภายในตู้ให้คงที่และเหมาะสมกับสินค้า
- การใช้งานต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งอุณหภูมิ การหมุนเวียนอากาศ วิธีจัดวางสินค้า และข้อกำหนดเฉพาะของสินค้าแต่ละชนิด ไม่ควรเลือกจากความต้องการทำความเย็นแค่อย่างเดียว
3. Open Top Container (OT)
- เหมาะกับเครื่องจักร ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่มีความสูงเกินไปและไม่สามารถโหลดผ่านประตูตู้ตามปกติได้
- จุดเด่นคือสามารถเปิดส่วนบนเพื่อโหลดสินค้าลงมาด้วยเครนหรืออุปกรณ์ยกได้สะดวก
- สินค้าที่บรรจุควรวางอยู่ภายในระดับผนังตู้ได้เป็นส่วนใหญ่ หลังโหลดสินค้าเสร็จจะต้องคลุมผ้าใบและรัดยึดให้เหมาะสมกับสภาพการขนส่ง
4. Flat Rack Container (FR)
- เหมาะกับเครื่องจักร ยานพาหนะ โครงสร้างเหล็ก ท่อ หรือสินค้าที่มีความกว้างและรูปทรงเทอะทะจนไม่เหมาะกับตู้ปิดทั่วไป
- เนื่องจากไม่มีผนังด้านข้าง จึงสามารถโหลดสินค้าจากด้านบนหรือด้านข้างได้อย่างอิสระ
- การที่สินค้ามีพื้นที่ปิดล้อมน้อยกว่าตู้ทั่วไป ผู้ส่งจึงต้องให้ความสำคัญกับฐานรอง จุดยึด การกระจายน้ำหนัก และการเลือกใช้อุปกรณ์รัดยึดสินค้ามากเป็นพิเศษ
5. ISO Tank Container
- เหมาะกับการขนส่งของเหลว ก๊าซ สารเคมี น้ำมัน และวัตถุดิบอาหารแบบเหลว
- ตัวถังถูกติดตั้งอยู่ภายในโครงสร้างเหล็กที่ออกแบบมารองรับการยกและขนส่งร่วมกับระบบตู้คอนเทนเนอร์ได้เลย
- การเลือกใช้ต้องพิจารณาความเข้ากันได้ระหว่างสินค้าและวัสดุของถัง รวมถึงวาล์ว ซีล อุปกรณ์ควบคุมแรงดัน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เนื่องจากของเหลวแต่ละประเภทอาจไม่สามารถใช้ตู้หรืออุปกรณ์ชุดเดียวกันได้
6. Platform / Special Container
- Platform Container เหมาะกับสินค้าที่ต้องการพื้นรองรับแบบเปิดทั้งหมด โดยไม่ต้องการผนังด้านข้าง หลังคา หรือแม้แต่ผนังหัวท้าย เช่น เครื่องจักรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่มีรูปทรงไม่สม่ำเสมอ หรือหนักมากจนใช้ตู้แบบอื่นไม่ได้
- Special Container เป็นคำที่ใช้เรียกรวมตู้เฉพาะทาง (ไม่ได้หมายถึงรูปแบบตู้มาตรฐานชนิดเดียว) ซึ่งเหมาะกับสินค้าที่มีข้อกำหนดเฉพาะ เช่น ต้องมีช่องเปิด ตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์ หรือมีระบบภายในที่ออกแบบเพิ่มเติม
- การใช้งานตู้กลุ่มนี้ ควรเตรียมรูปถ่าย แบบสินค้า จุดยก จุดรัดยึด และวิธีโหลดอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ให้บริการประเมินความเหมาะสมก่อนทำการขนส่ง
7. Ventilated Container
- เหมาะกับสินค้าที่ต้องการถ่ายเทอากาศตามธรรมชาติ เช่น เมล็ดกาแฟ โกโก้ เมล็ดพืช และสินค้าทางการเกษตรบางประเภทที่อาจได้รับผลกระทบจากความชื้นสะสม
- ช่องระบายอากาศของตู้จะช่วยลดความอับชื้น แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิเหมือนตู้ Reefer Container
- การเลือกใช้ควรพิจารณาจากคุณสมบัติของสินค้า และระดับความต้องการในการถ่ายเทอากาศเป็นหลัก
ตู้เฉพาะทางสำหรับสินค้าที่โหลดยาก ควรเลือกแบบไหน?
ก่อนตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ตู้เฉพาะทางรูปแบบไหน ควรพิจารณาก่อนว่าตัวสินค้าติดข้อจำกัดตรงส่วนไหน เช่น สูงเกินกว่าจะนำเข้าทางประตูตู้ กว้างเกินขีดจำกัดผนัง บังคับว่าต้องใช้เครนยกโหลด หรือมีรูปทรงแปลกจนไม่สามารถจัดวางในตู้ทั่วไปได้ การวิเคราะห์ข้อจำกัดจะช่วยให้แยกความต่างและเลือกตู้ได้ตอบโจทย์
- Open Top Container (OT) เหมาะกับสินค้าที่ต้องโหลดจากด้านบน เลือกใช้เมื่อสินค้าไม่สามารถผ่านประตูตู้ได้สะดวก แต่เมื่อยกวางลงไปแล้ว ตัวสินค้ายังสามารถตั้งอยู่ภายในขอบเขตผนังของตู้ได้เป็นส่วนใหญ่
- Flat Rack Container (FR) เหมาะกับสินค้าที่กว้างหรือมีรูปทรงไม่สม่ำเสมอ เลือกใช้เมื่อสินค้าต้องการพื้นที่เปิดด้านข้าง หรือจำเป็นต้องโหลดเข้าตู้ด้วยเครนและรถยกจากหลายทิศทาง
- Platform / Special Container เหมาะกับสินค้าที่ต้องการพื้นรองรับแบบเปิดทั้งหมด เลือกใช้เมื่อสินค้ามีขนาดหรือรูปทรงพิเศษมาก และไม่ต้องการให้มีผนังหัวท้ายแบบตู้ Flat Rack มาเป็นอุปสรรค
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนเลือกตู้เฉพาะทาง เพื่อให้ผู้ให้บริการประเมินความปลอดภัยและแนะนำตู้ได้ตรงจุด ควรเตรียมข้อมูลเบื้องต้นต่อไปนี้
- รูปถ่ายสินค้า
- แบบหรือ Drawing
- ตำแหน่งจุดยก
- ตำแหน่งจุดรัดยึด
- ลักษณะฐานสินค้า
- วิธีโหลดและขนถ่าย
- เส้นทางและรูปแบบการขนส่ง
สำหรับรายละเอียดด้านความกว้าง ความยาว ความสูง หรือพิกัดน้ำหนักสูงสุดที่ตู้แต่ละประเภทสามารถรองรับได้ สามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเจาะลึกเรื่องขนาดตู้คอนเทนเนอร์

การตรวจสอบสภาพตู้คอนเทนเนอร์เบื้องต้นก่อนนำไปใช้งาน
ไม่ว่าจะเลือกใช้ตู้ประเภทไหน สภาพความสมบูรณ์ของโครงสร้างคือปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของสินค้าโดยตรง ในฐานะผู้ส่งสินค้า (Shipper) ก่อนเริ่มบรรจุสินค้าลงตู้ ควรมี Checklist สำหรับตรวจสอบสภาพเบื้องต้น ดังนี้
- โครงสร้างและผนังตู้ ต้องไม่มีรอยบิดเบี้ยว รอยร้าว หรือรูรั่วที่แสงแดดและน้ำสามารถซึมผ่านเข้ามาได้
- พื้นตู้คอนเทนเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นไม้หรือพื้นเหล็ก ต้องอยู่ในสภาพแน่นหนา ไม่ผุพัง และพร้อมรองรับน้ำหนักของสินค้า
- ประตูและขอบยาง ขอบยางประตู (Door Gasket) ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์และปิดได้แน่นสนิท เพื่อป้องกันน้ำและความชื้นจากภายนอก
- จุดล็อกโครงสร้าง (Corner Casting) มุมตู้เหล็กหล่อทั้ง 8 มุม ต้องไม่แตกร้าว บิดเบี้ยว หรือถูกสนิมกัดกร่อนจนเสียรูปทรง เนื่องจากเป็นจุดสำคัญสำหรับการยก ล็อก ยึด และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น Twist Lock และ Bridge Fitting
วิธีเลือกประเภทตู้คอนเทนเนอร์ให้ตรงกับงาน
การตัดสินใจเลือกประเภทตู้ Container ที่ถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายและลดความล่าช้าในการทำงาน สามารถใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อประเมินความเหมาะสมได้
- เริ่มจากลักษณะของสินค้า พิจารณาว่าเป็นสินค้าแห้ง อาหารสด เมล็ดพืช ของเหลว เครื่องจักร หรือมีรูปทรงพิเศษ การระบุคุณสมบัติพื้นฐานเป็นปัจจัยแรกที่จะช่วยตัดประเภทตู้ที่ไม่เหมาะสมออกไป
- สินค้าต้องควบคุมอุณหภูมิไหม หากต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่ต่อเนื่อง ควรพิจารณา Reefer Container แต่หากต้องการให้มีอากาศถ่ายเทและลดความอับชื้น Ventilated Container จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
- สินค้าสามารถโหลดผ่านประตูได้ไหม หากสินค้ามีขนาดใหญ่จนโหลดผ่านประตูตู้ทั่วไปไม่ได้ ให้พิจารณาข้อจำกัดของอุปกรณ์ยกขน ว่าควรโหลดจากด้านบนด้วย Open Top หรือต้องโหลดจากด้านข้างด้วย Flat Rack
- สินค้าเป็นของเหลวหรือก๊าซไหม กลุ่มสินค้านี้ควรเลือกใช้ถังที่ออกแบบมาเฉพาะอย่าง ISO Tank สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบว่าวัสดุ อะไหล่ วาล์ว และซีลของถังเข้ากันได้กับลักษณะของสินค้า
- ต้องใช้ตู้เพื่อขนส่งหรือจัดเก็บ หากใช้สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ ต้องตรวจสอบว่าสภาพและเอกสารใบรับรองของตู้ผ่านเงื่อนไขตามที่กำหนด ส่วนตู้สำหรับจัดเก็บอย่างเดียว อาจเลือกสภาพให้เหมาะกับงบประมาณและสถานที่ตั้ง
- ตรวจอุปกรณ์และจุดยึดก่อนใช้งาน ประเภทตู้ที่เหมาะสมจะต้องสามารถทำงานร่วมกับ Corner Casting, Twist Lock, Bridge Fitting รวมถึงมีจุดติดตั้งอุปกรณ์รัดยึดสินค้าที่แข็งแรงและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ

ป้องกันความเสียหาย ด้วยอุปกรณ์ล็อกตู้และอุปกรณ์รัดยึดมาตรฐาน Gavan Asia
การเลือกประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกต้องเป็นเพียงก้าวแรก แต่การรักษาสินค้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์จนถึงปลายทาง ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ล็อกโครงสร้างตู้และอุปกรณ์รัดยึดสินค้า (Cargo Securing) ที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม
Gavan Asia พร้อมสนับสนุนความปลอดภัยในทุกการขนส่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมการใช้งาน ดังนี้
- อะไหล่และอุปกรณ์ล็อกตู้คอนเทนเนอร์
- Twist Lock (ทวิสต์ล็อก / ตัวล็อกมุมตู้) อุปกรณ์หมุนล็อกสำหรับยึดมุมตู้คอนเทนเนอร์เข้ากับแชสซีรถพ่วง ลานวางตู้ หรือใช้ล็อกซ้อนตู้บนเรือ
- Corner Casting (มุมตู้คอนเทนเนอร์) เหล็กหล่อมาตรฐาน ISO ทำหน้าที่รับน้ำหนักและเป็นจุดยึดล็อกที่สำคัญของโครงสร้าง
- Bridge Fitting (แคลมป์ยึดตู้) อุปกรณ์สำหรับยึดและเชื่อมตู้คอนเทนเนอร์ที่วางอยู่เคียงข้างกัน ช่วยเพิ่มความมั่นคงและลดการเคลื่อนตัวขณะเดินทาง
- อุปกรณ์รัดยึดสินค้าภายในตู้ (Cargo Securing)
- งานรัดยึดสินค้าทั่วไป ครอบคลุมการใช้งานด้วยสายรัดแร็ทเช็ทพร้อมตะขอ (Ratchet Strap with Tiedown) สายสเตย์รัดสินค้าหนักตะขอเจ (Winch Strap Double J Hook) และสายรัดอุตสาหกรรม 10 เมตร (Industrial Strap 10M)
- งานรัดยึดสินค้าหนักและเครื่องจักร ออกแบบมาเพื่อรับแรงดึงสูง เช่น โซ่ขนส่งเกรด 70 (Chain G70) โหลดไบน์เดอร์แบบแร็ทเช็ท (Loadbinder Ratchet) ตะขอก้ามปู (Clevis Grab Hook) และตัวดึงโซ่สับล็อค (Lever Loadbinder Wing Grab Hook)
- งานรัดยึดสินค้าที่ต้องการถนอมพื้นผิว ลดรอยขีดข่วนและการเสียดสีด้วยสลิงผ้าใบ 5 ตัน (Web Sling 5T)
สรุป
การเลือกประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกต้องควรเริ่มจากข้อจำกัดตัวสินค้า ไม่ใช่พิจารณาจากราคาหรือรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว สินค้าทั่วไปสามารถใช้ Dry Container ได้ แต่หากเป็นสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ระบายอากาศ โหลดจากด้านบน หรือมีรูปทรงพิเศษ ควรเลือกใช้ตู้เฉพาะทางให้เหมาะสม สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบสภาพตู้ จุดล็อก ชิ้นส่วนต่างๆ และเตรียมอุปกรณ์รัดยึดสินค้าให้พร้อมก่อนนำไปใช้งานจริงเสมอ
กำลังเลือกอะไหล่หรืออุปกรณ์สำหรับตู้คอนเทนเนอร์อยู่ไหม? เลือกดู Corner Casting, Twist Lock, Bridge Fitting รวมถึงอุปกรณ์รัดยึดสินค้าจาก GAVAN นอกจากนี้ เรายังมีอุปกรณ์สำหรับ ISO Tank (วาล์วผีเสื้อ วาล์วนิรภัย Footvalve และอะไหล่ฝา Manlid จาก Perolo และ Fort Vale) เพื่อเปรียบเทียบประเภทและเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับลักษณะงาน หากต้องการข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้เลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ (FAQ)
Dry Container กับ Reefer Container ต่างกันอย่างไร?
Dry Container เป็นตู้แห้งปิดมิดชิดธรรมดา ไม่มีระบบปรับอุณหภูมิ เหมาะกับสินค้าแห้งทั่วไป ส่วน Reefer Container เป็นตู้ที่ติดตั้งเครื่องทำความเย็นและระบบหมุนเวียนอากาศในตัว สามารถตั้งค่าอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะกับอาหารสด ยา หรือเคมีภัณฑ์ได้
สินค้าสูงเกินประตูตู้ ควรเลือกใช้ Open Top หรือ Flat Rack?
หากสินค้าสูงเกินประตูตู้ แต่ความกว้างยังอยู่ภายในขอบเขตผนังตู้ ควรเลือก Open Top Container (เพราะยังมีผนังข้างช่วยป้องกันสินค้า) แต่หากสินค้านั้นทั้งสูงและกว้างเกินผนังตู้ด้วย ควรเลือกใช้ Flat Rack Container
สินค้าประเภทใดเหมาะกับ Ventilated Container?
เหมาะกับสินค้าทางการเกษตรที่คายความชื้นออกมาตามธรรมชาติแต่ไม่ต้องการแช่เย็น เช่น เมล็ดกาแฟสด เมล็ดโกโก้ และเมล็ดพืชต่างๆ ช่องระบายอากาศตู้จะช่วยให้อากาศถ่ายเท ลดการสะสมของไอน้ำภายในตู้
ISO Tank สามารถใช้บรรจุของเหลวได้ทุกชนิดไหม?
ไม่ได้ ถัง ISO Tank มีหลายสเป็ก (Tank Codes) การเลือกใช้ต้องพิจารณาความเข้ากันได้ระหว่างสารเคมีหรือของเหลวนั้นๆ กับวัสดุของถัง (เช่น เกรดสเตนเลส) แรงดันสูงสุดที่รองรับ ชนิดของวาล์ว และซีลยาง เพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐานขนส่งเคมีภัณฑ์
ก่อนเลือกประเภทตู้เฉพาะทาง ควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?
ควรเตรียมภาพถ่ายสินค้าจริงแบบ Drawing ระบุกว้าง x ยาว x สูง น้ำหนักรวม (Gross Weight) ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วง จุดยก (Lifting Points) และลักษณะการวางฐานสินค้า เพื่อให้ผู้ให้บริการขนส่งประเมินประเภทตู้และวิธีการรัดยึดได้ถูกต้อง