ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์มีกี่แบบ? วิธีเลือกใช้งานให้เหมาะกับสินค้า

Key Takeaway

  • ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานที่นิยมใช้งาน ได้แก่ 20 ฟุต (20FT Container) 40 ฟุต (40FT Container) และตู้สูง 40 ฟุต High Cube (40HQ / High Cube Container) ซึ่งต่างกันหลักๆ ที่ความยาวและความสูง ทำให้ปริมาตรบรรจุและการใช้งานเหมาะกับสินค้าคนละแบบ
  • ความกว้างตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานมักใกล้เคียงกัน แต่พื้นที่ใช้สอยภายในจะแตกต่างตามความยาวและความสูงของตู้ ส่งผลโดยตรงต่อจำนวนกล่อง พาเลต หรือชั้นวางที่สามารถจัดเรียงได้ในแต่ละขนาด
  • การเลือกขนาดตู้สินค้าควรดูร่วมกันทั้งประเภทสินค้า ปริมาณสินค้า น้ำหนัก พื้นที่ติดตั้ง และรูปแบบการขนส่งหรือจัดเก็บ เพื่อให้ได้ขนาดตู้ที่คุ้มค่า ใช้งานได้จริง และไม่สร้างปัญหาเรื่องพื้นที่หรือน้ำหนักเกินในภายหลัง

ทุกวันนี้ตู้คอนเทนเนอร์ถูกนำมาประยุกต์ใช้หลายรูปแบบ ทั้งเป็นพื้นที่เก็บสินค้า คลังชั่วคราว ไปจนถึงออฟฟิศและร้านค้าในตู้เดียว การรู้ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์จึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้คุมทั้งปริมาณบรรทุก การวางผังพื้นที่ และต้นทุนได้อย่างเหมาะสม 

ขนาดมาตรฐานของตู้คอนเทนเนอร์ที่นิยมใช้งานคือ 20 ฟุต (20FT Container) 40 ฟุต (40FT Container) และตู้สูง 40 ฟุต High Cube (40HQ / High Cube Container) ต่างกันที่ความยาวและความสูง ก่อนเลือกให้ดูปริมาณสินค้า น้ำหนัก พื้นที่ที่ต้องการ บทความนี้จะพาไปรู้จักว่าขนาดมาตรฐานของตู้คอนเทนเนอร์มีกี่ขนาด กว้างยาวเท่าไร ตู้แต่ละแบบต่างกันอย่างไร รวมถึงแนวทางเลือกขนาดตู้ให้เหมาะกับสินค้าและธุรกิจในโลกโลจิสติกส์ยุคใหม่

ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานมีกี่แบบ?

ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานมีกี่แบบ? 

เวลาพูดถึงตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต (20FT Container) 40 ฟุต (40FT Container) ส่วนใหญ่จะหมายถึงความยาวตู้คอนเทนเนอร์ ไม่ใช่ความกว้างหรือความสูง โดยความกว้างของตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานจะใกล้เคียงกัน คือราว 8 ฟุต หรือประมาณ 2.4 เมตร ส่วนความสูงจะต่างกันระหว่างตู้มาตรฐานกับแบบ High Cube 

และแม้ขนาดภายนอกจะใกล้เคียงกัน แต่ขนาดภายในอาจต่างกันเล็กน้อย ตามผู้ผลิตและประเภทตู้ เช่น ตู้แห้ง (Dry Container) ที่มาพร้อมระบบชุดล็อกประตูตู้ (Locking Gear) ที่แน่นหนา ตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) หรือ ISO Tank

ประเภทตู้คอนเทนเนอร์ ความยาวภายนอก ความสูงภายนอก ปริมาตร
ตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต
(20FT Container)
20 ฟุต (ราว 6.1 ม.) 8.6 ฟุต (ราว 2.6 ม.) ราว 33 – 34 CBM
ตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุต
(40FT Container)
40 ฟุต (ราว 12.2 ม.) 8.6 ฟุต (ราว 2.6 ม.) ราว 67 – 68 CBM
ตู้สูง 40 ฟุต High Cube
(40HQ / High Cube Container)
40 ฟุต (ราว 12.2 ม.) 9.6 ฟุต (ราว 2.9 ม.) ราว 75 – 76 CBM

หมายเหตุ ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่ามาตรฐานโดยประมาณ ขนาดจริงอาจต่างไปเล็กน้อยตามผู้ผลิตและรุ่นของตู้คอนเทนเนอร์

1. ตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต (20FT Container)

ตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต (20FT Container) ถือเป็นขนาดมาตรฐานที่ใช้กันแพร่หลาย เหมาะกับสินค้าปริมาณไม่มากหรือมีน้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะความยาวสั้นช่วยกระจายน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักรวมรถได้ง่าย จึงมักใช้กับสินค้าอย่างอะไหล่ เครื่องจักรชิ้นเล็กถึงกลาง หรือสินค้าที่มีความหนาแน่นสูง นอกจากนี้ยังเหมาะกับงานจัดเก็บในพื้นที่จำกัด เช่น ลานเก็บของ โรงงาน หรือไซต์งานก่อสร้าง เพราะเคลื่อนย้ายง่ายและใช้พื้นที่ไม่มาก เหมาะทั้งเป็นตู้เก็บของและตู้ดัดแปลงเบื้องต้น

2. ตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุต (40FT Container)

ตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุต (40FT Container) เป็นรุ่นที่ยาวกว่าตู้ 20 ฟุตเท่าตัว แต่ยังคงความกว้างมาตรฐานใกล้เคียงกัน จึงให้ปริมาตรบรรจุมากกว่า เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณมากและยาว เช่น เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนโครงสร้าง หรือสินค้าที่เน้นจำนวนมากกว่าน้ำหนัก นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บมากขึ้น โดยใช้จำนวนตู้น้อยลง เช่น ใช้ตู้ 40 ฟุตใบเดียวแทน 20 ฟุตสองใบ ช่วยจัดการพื้นที่และค่าใช้จ่ายด้านขนส่งได้ดีขึ้น

3. ตู้สูง 40 ฟุต High Cube (40HQ / High Cube Container)  

ตู้สูง 40 ฟุต High Cube (40HQ / High Cube Container) มีความยาวเท่ากับตู้ 40 ฟุตมาตรฐาน แต่เพิ่มความสูงขึ้นมาอีกระดับ ทำให้ได้ปริมาตรบรรจุมากขึ้นโดยไม่กินพื้นที่พื้นดินเพิ่ม ตามมาตรฐาน ISO 668 ตู้ High Cube สูง 9 ฟุต 6 นิ้ว (2.90 ม.) สูงกว่าตู้มาตรฐานที่สูง 8 ฟุต 6 นิ้ว (2.59 ม.) อยู่ 1 ฟุตพอดี จึงเหมาะกับสินค้าที่มีความสูง หรือการจัดเรียงสินค้าซ้อนชั้น (Stack) ที่ต้องการพื้นที่แนวตั้งมากขึ้น ตอบโจทย์ธุรกิจที่อยากเพิ่มความจุโดยไม่เพิ่มจำนวนตู้ เช่น ใช้เก็บสินค้าในคลังตู้ หรือดัดแปลงเป็นพื้นที่ใช้งานที่ต้องการความโปร่งโล่งกว่าตู้ปกติ

เลือกขนาดตู้คอนเทนเนอร์อย่างไร ให้เหมาะกับสินค้า?

เลือกขนาดตู้คอนเทนเนอร์อย่างไร ให้เหมาะกับสินค้า? 

การเลือกขนาดตู้คอนเทนเนอร์ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขฟุต แต่ควรเริ่มจากลักษณะสินค้า ปริมาณ น้ำหนัก วิธีโหลดสินค้า และพื้นที่หน้างานจริง ตู้ 20 ฟุต (20FT Container) 40 ฟุต (40FT Container) และตู้สูง 40 ฟุต High Cube (40HQ / High Cube Container) ต่างก็มีข้อดีในงานที่ต่างกัน หากวางแผนให้ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยประหยัดทั้งต้นทุนและเวลาในการขนส่งหรือจัดเก็บได้มาก

เริ่มจากขนาดและปริมาณสินค้า 

ก่อนเลือกขนาดตู้ ควรรวบรวมข้อมูลสินค้าให้ครบ เช่น ความยาว ความกว้าง ความสูง จำนวนกล่อง จำนวนพาเลต หรือจำนวนชิ้น แล้วลองคำนวณคร่าวๆ ว่าสามารถจัดเรียงในตู้ได้อย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพว่าตู้ 20 ฟุตเพียงพอ หรือควรขยับไปใช้ตู้ 40 ฟุตแทน การวางแผนจากข้อมูลจริงช่วยลดปัญหาของล้นตู้หรือใช้ตู้ใหญ่เกินจำเป็นจนเปลืองต้นทุนขนส่งโดยไม่จำเป็น

เช็กน้ำหนักรวมของสินค้า 

พื้นที่ภายในตู้ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ต้องดู เพราะสินค้าบางประเภทหนักมากแม้ใช้พื้นที่ไม่เยอะ เช่น เม็ดพลาสติก สารเคมี หรืออะไหล่โลหะ หากมองแต่ปริมาตรอาจคิดว่าตู้ 40 ฟุตคุ้มกว่า แต่เมื่อนับน้ำหนักรวมแล้วอาจเกินข้อจำกัดในการบรรทุกหรือทำให้ขนย้ายลำบาก จึงควรดูทั้งน้ำหนักต่อชิ้นនិងน้ำหนักรวมทั้งหมด แล้วเลือกขนาดตู้ให้เหมาะกับข้อจำกัดของรถบรรทุกและเส้นทางขนส่งด้วย   

ดูวิธีโหลดสินค้าเข้า – ออก 

วิธีโหลดสินค้ามีผลโดยตรงต่อการเลือกตู้ หากใช้รถโฟล์กลิฟต์ พาเลต หรืออุปกรณ์ยกสินค้า ควรดูความกว้างประตูตู้ พื้นที่หน้าประตู និងระยะหมุนตัวของอุปกรณ์ให้ดี รวมถึงตรวจสอบความแข็งแรงของพื้นไม้อัดตู้คอนเทนเนอร์ (Container Plywood) ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขขนาดตู้บนกระดาษ การวางแผนจุดโหลด – ถ่ายสินค้าให้เหมาะกับอุปกรณ์ช่วยยก จะทำให้การทำงานหน้างานลื่นไหล ปลอดภัย และลดความเสี่ยงสินค้ากระแทกหรือเสียหายระหว่างโหลดเข้า – ออก

ประเมินพื้นที่ติดตั้งตู้ 

ก่อนตัดสินใจซื้อตู้ ควรวัดพื้นที่หน้างานจริง ทั้งพื้นที่วางตู้ พื้นที่สำหรับรถขนส่งเข้า – ออก พื้นที่เปิดประตูตู้ និងพื้นที่สำหรับเครนหรือฟอร์กลิฟต์ที่จะใช้ยกตู้ โดยเฉพาะตู้ 40 ฟุตที่ต้องการพื้นที่ในการเลี้ยว เข้าเทียบ และวางตู้มากกว่าตู้ 20 ฟุต หากพื้นที่จำกัดมาก อาจต้องเลือกใช้ตู้ 20 ฟุตหลายใบแทนตู้ 40 ฟุต เพื่อให้จัดวางและขยับตำแหน่งยืดหยุ่นกว่า

เผื่อพื้นที่สำหรับใช้งานระยะยาว 

ถ้าธุรกิจมีแนวโน้มว่าปริมาณสินค้าจะเพิ่มขึ้น หรือมีแผนขยายการผลิตในอนาคต อาจเลือกตู้ขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่แรก เช่น ตู้ 40 ฟุต หรือ 40 ฟุต High Cube เพื่อรองรับการใช้งานระยะยาว การเผื่อพื้นที่ไว้ตั้งแต่วันนี้ช่วยลดปัญหาตู้เต็มเร็ว ต้องซื้อตู้เพิ่ม หรือจัดการสต๊อกซับซ้อนเกินไป ทำให้วางระบบโลจิสติกส์และการจัดเก็บได้สบายกว่าในระยะยาว  

สาระน่ารู้! ขนาดตู้เกี่ยวข้องกับการเลือกอะไหล่อย่างไร?

นอกจากเลือกตู้ให้เหมาะกับสินค้าแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องดูแลรักษาหรือซ่อมบำรุง ขนาดและประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ก็มีผลต่อการเลือกซื้ออะไหล่ให้ถูกต้องเช่นกัน

  • ตู้ 20FT และ 40FT ใช้อะไหล่บางรายการร่วมกันได้ แต่บางรายการจำเป็นต้องดูขนาดและตำแหน่งติดตั้งจริงเพื่อความแม่นยำ
  • อะไหล่ที่เกี่ยวกับประตู เช่น Door Gasket (ยางขอบประตู) Locking Gear (ชุดล็อกประตู) Door Hinge (บานพับ) และ Door Handle (ด้ามจับประตู) ควรตรวจสอบขนาด รุ่น และเทียบรูปถ่ายจริงก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง
  • พื้นตู้ เช่น Container Plywood (พื้นไม้อัด) ต้องเช็กความหนา ขนาด และ Specification ของเนื้อไม้ให้ตรงกับประเภทงานซ่อมและน้ำหนักที่ต้องรองรับ
  • อะไหล่โครงสร้าง เช่น Corner Fitting (หัวมุมตู้) Cross Member (คานใต้ท้องตู้) Roof Panel (แผ่นหลังคา) และ Side Panel (แผ่นผนังข้าง) ต้องประเมินจากตำแหน่งและลักษณะความเสียหายหน้างานจริง เพื่อเลือกชิ้นส่วนที่ตัดต่อหรือเปลี่ยนได้พอดิบพอดี

ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับตู้ High Cube?

ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับตู้ High Cube? 

  • ธุรกิจที่มีสินค้าสูงหรือซ้อนชั้น เหมาะกับสินค้าที่มีความสูง เช่น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เครื่องจักรที่ตั้งตรง หรือสินค้าที่ต้องวางซ้อนหลายชั้นในแนวตั้ง ตู้ High Cube ช่วยเพิ่มความสูงภายใน ทำให้จัดเรียงสินค้าได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนตู้
  • คลังสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้า ใช้ตู้ High Cube เป็นพื้นที่เก็บสต๊อกชั่วคราวหรือระยะยาว ช่วยเพิ่มปริมาตรจัดเก็บในพื้นที่เดิม เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าเคลื่อนย้ายต่อเนื่อง เช่น อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ หรือผู้ผลิตที่ต้องหมุนสต๊อกตลอดเวลา
  • ธุรกิจดัดแปลงตู้เป็นอาคารหรือพื้นที่ใช้สอย นำตู้คอนเทนเนอร์ไปทำเป็นออฟฟิศ ร้านกาแฟ โชว์รูม หรือที่พัก มักเลือก High Cube เพราะเพดานสูงกว่า ทำให้ภายในดูโปร่ง น่าอยู่ และติดฉนวน ระบบไฟ หรือฝ้าเพดานได้โดยไม่ทำให้พื้นที่ใช้งานแคบเกินไป
  • ธุรกิจนำเข้าและส่งออกที่ต้องการเพิ่มความจุ สำหรับสินค้าที่เบาแต่ปริมาตรเยอะ เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก โฟม หรือสินค้าเกษตรแห้ง ตู้ High Cube ช่วยเพิ่มปริมาตรบรรจุในหนึ่งเที่ยวขนส่ง ทำให้บริหารต้นทุนค่าขนส่งต่อหน่วยสินค้าได้ดีขึ้น
  • ผู้ประกอบการที่มีพื้นที่ลานจำกัด หากพื้นที่ลานวางตู้มีข้อจำกัด แต่ต้องการเพิ่มปริมาณการเก็บสินค้า การใช้ตู้ High Cube แทนการเพิ่มจำนวนตู้ปกติ จะช่วยเพิ่มความจุแนวสูงโดยไม่ต้องขยายพื้นที่แนวราบ ช่วยจัดการลานเก็บของได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น   

สรุป

ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์ที่นิยมใช้งานหลักๆ ได้แก่ ตู้ 20 ฟุตเหมาะกับสินค้าปริมาณไม่มาก พื้นที่จำกัด หรือสินค้าที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ตู้ 40 ฟุตเหมาะกับสินค้าปริมาณมาก หรือสินค้าที่ต้องใช้ความยาว ส่วนตู้ 40 ฟุต High Cube เหมาะกับสินค้าทรงสูง งานจัดเก็บที่ต้องการพื้นที่แนวตั้ง หรือธุรกิจที่อยากเพิ่มความจุโดยไม่เพิ่มจำนวนตู้ ก่อนเลือกซื้อตู้ควรดูให้ครบทั้งขนาดสินค้า น้ำหนัก พื้นที่ติดตั้ง วิธีโหลดสินค้า สภาพของยางขอบประตูตู้ (Door Gasket) และวัตถุประสงค์การใช้งาน 

เพื่อความรวดเร็วในการเช็กราคา และช่วยลดเวลาในการสื่อสารทักท้วงข้อมูลกันไปมา แนะนำให้ลูกค้าเตรียมข้อมูลสำคัญเหล่านี้ให้พร้อม ก่อนส่งให้ทีมงานฝ่ายขายประเมินราคา

  • ประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นตู้ประเภทไหน เช่น ตู้แห้งทั่วไป 20FT, 40FT, 40HQ หรือตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer)
  • รูปถ่ายอะไหล่หรือจุดที่เสียหาย ภาพถ่ายหน้างานที่ชัดเจน จะช่วยให้ทีมงานมองเห็นลักษณะชิ้นส่วนและประเมินรุ่นได้ง่ายๆ
  • ขนาดโดยประมาณ ระบุความกว้าง ความยาว หรือความหนาของชิ้นส่วน (โดยเฉพาะงานพื้นไม้อัดหรือซีลยาง) เพื่อรีเช็กความถูกต้อง
  • Part Number (ถ้ามี) หากมีรหัสสินค้าหรือ Part Number ระบุบนตัวอะไหล่เดิม จะช่วยให้ล็อกสเป็กได้ตรงรุ่น 100% อย่างรวดเร็ว
  • จำนวนที่ต้องการใช้ ระบุจำนวนชิ้น ชุด หรือปริมาณที่ต้องการ เพื่อการทำใบเสนอราคาที่ถูกต้องตามวอลลุ่ม
  • สถานที่จัดส่งสินค้า แจ้งพิกัดหรือจังหวัดปลายทาง สำหรับใช้คำนวณค่าจัดส่งและวางแผนระยะเวลาเดินทาง
  • ความเร่งด่วนของงาน หากเป็นงานซ่อมด่วนโปรดระบุ เพื่อให้ทีมงานช่วยบริหารคิวจัดส่งให้ทันกำหนดเวลาใช้งานของคุณ

หากไม่แน่ใจว่าควรเลือกขนาดไหน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้ได้ตู้ที่เหมาะกับการใช้งานจริงระยะยาว และสำหรับการเลือกซื้อ គ្រឿងបន្លាស់កុងតឺន័រ (Container Spare Parts) สามารถเลือกดูផលិតផលได้ที่ GAVAN ที่มีประสบการณ์ด้านอะไหล่ตู้และ ISO Tank พร้อมให้คำแนะนำการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน หากสนใจหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม สามารถแนบข้อมูลตาม Checklist ด้านบนแล้วទំនាក់ទំនង เพื่อพูดคุยและขอราคาจากทีมงานได้เลย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขนาดของตู้คอนเทนเนอร์ (FAQ)

ก่อนเลือกขนาดตู้คอนเทนเนอร์ ควรเช็กอะไร?

ควรดูทั้งขนาดและปริมาณสินค้า (กว้าง – ยาว – สูง และจำนวนกล่องหรือพาเลต) น้ำหนักรวมสินค้า พื้นที่หน้างานสำหรับวางตู้และให้รถเข้า – ออก รวมถึงวิธีโหลดสินค้า (มือ โฟล์กลิฟต์ เครน) และความต้องการใช้งาน ว่าจะใช้ขนส่งระยะไกล เก็บของ หรือดัดแปลงเป็นพื้นที่ใช้งาน

ตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ จุสินค้าได้กี่คิว (CBM)?

โดยประมาณ ตู้ 20 ฟุตจุได้ราว 33 – 34 CBM ส่วนตู้ 40 ฟุตจุได้ราว 67 – 68 CBM និងตู้ 40 ฟุต High Cube ประมาณ 75 – 76 CBM ตัวเลขอาจต่างกันเล็กน้อยตามสเปกผู้ผลิตและชนิดตู้ ควรใช้ค่าเหล่านี้เป็นเกณฑ์คร่าวๆ แล้วเทียบกับขนาดกล่องหรือพาเลตของสินค้าจริงอีกครั้ง 

น้ำหนักตู้เปล่าของตู้คอนเทนเนอร์แต่ละขนาดกี่ตัน? 

น้ำหนักตู้เปล่ามาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ ตู้ 20 ฟุตประมาณ 2.1 – 2.4 ตัน និងตู้ 40 ฟุต หรือ 40 ฟุต High Cube ประมาณ 3.7 – 4.2 ตัน แล้วแต่ผู้ผลิตและแบบตู้ ข้อมูลนี้สำคัญเพราะเมื่อลบออกจากน้ำหนักรวมสูงสุดที่กฎหมายหรือสายเรือกำหนด จะได้น้ำหนักบรรทุกจริงที่ใส่สินค้าได้อย่างปลอดภัย 

ขนาด Reefer Container แคบกว่าตู้ธรรมดาไหม?

ตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) มีขนาดภายนอกใกล้เคียงตู้ธรรมดา แต่ภายในจะแคบกว่าเล็กน้อย เพราะต้องมีฉนวนกันความร้อนและระบบทำความเย็น ทำให้ความกว้างและความสูงภายในลดลง และปริมาตร (CBM) น้อยกว่าตู้แห้ง (Dry Container) ขนาดเดียวกัน เวลาคำนวณพื้นที่บรรจุจึงควรใช้สเปก Reefer โดยเฉพาะ ไม่ใช้ค่าของตู้ Dry แทน 

ตู้คอนเทนเนอร์แบบ Open Top มีกี่ขนาด?

โดยทั่วไป ตู้ Open Top จะมีขนาดหลักเหมือนตู้มาตรฐาน คือ 20 ฟุต และ 40 ฟุต ทั้งสองแบบออกแบบให้เปิดด้านบนและใช้ผ้าใบคลุมแทนหลังคา เพื่อให้เครนยกสินค้าลงจากด้านบนได้ บางสายเรือหรือผู้ให้บริการอาจมีรุ่น High Cube เพิ่มเติม แต่ขนาดยอดนิยมยังคงเป็น 20 ฟุตและ 40 ฟุต ในสเปกใกล้เคียงกับตู้ Dry 

บทความที่เกี่ยวข้อง

โพสต์เมื่อ
ผู้โพสต์
แก้ไขล่าสุด
แชร์บทความ
ទំព័រដើម